แนะนำวิธีเลือกซื้อหูฟังเล่นเกม

หูฟังเล่นเกม เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับคอมพิวเตอร์และเครื่องเล่นเกมคอนโซลต่างๆ หูฟังเล่นเกมมีหน้าที่รับข้อมูลเสียงซึ่งเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าจากระบบของเครื่องเล่นมาสร้างเป็นเสียงผ่านลำโพงที่ประกอบอยู่ในหูฟังให้ผู้สวมใส่ได้ยิน

หูฟังเล่นเกมถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สะดวกต่อการใช้งานเพราะมีขนาดที่เล็กไม่เปลืองพื้นที่ในการใช้งาน ใช้พลังงานต่ำ ให้ทั้งความเป็นส่วนตัวไม่รบกวนใครระหว่างเล่นเกม มีความเอนกประสงค์ในการใช้งาน สามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นสนทนาออนไลน์เช่น Skype , Line , Teamspeak หรือใช้เป็นอุปกรณ์ในการ Live บนแพลตฟอร์มต่างๆก็ได้

เทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบเสียงของหูฟังเล่นเกมก็พัฒนาไปไกลมาก และผู้ผลิตเองก็ยังมีความพยายามในการที่จะพัฒนาและใส่เทคโนโลยีต่างๆเพิ่มเติมเข้าไปเรื่อยๆ เช่นเทคโนโลยีที่รองระบบเสียงรอบทิศทางที่ได้มาตรฐานรับรองจากค่ายเสียง มีระบบการเชื่อมต่อสัญญาณแบบไร้สายคุณภาพสูง และเทคโนโลยีอื่นๆอีกมากมาย

ทีนี้สำหรับน้องๆนักเล่นเกมมือใหม่หรือคนที่คิดจะเริ่มมาใช้หูฟังสำหรับเล่นเกมอย่างจริงจังคงจะหนักใจในการเลือกซื้อใช่ไหมครับ?

ไม่รู้จะเลือกซื้อรุ่นไหนดี เลือกไม่ถูก รุ่นนั้นก็ชอบ รุ่นนี้ก็ถูกใจ รุ่นนั้นก็ดูรีวิวมา รุ่นนี้เพื่อนบอกว่าใช่ ….หลายคนสับสนในชีวิตขนาดนั้นก็มี ดังนั้นสำหรับบทความนี้ผมก็เลยอยากจะเรียบเรียงข้อมูลสำคัญๆเบื้องต้น เกี่ยวกับสิ่งที่ควรทราบ และวิธีการเลือกซื้อหูฟังเล่นเกมสำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ ส่วนใครที่อ่านแล้วยังไม่เข้าใจจะโทรมาถามซ้ำอันนี้ก็ยินดีนะครับ ขอแค่ปรึกษากันแล้วอุดหนุนสินค้าที่จำหน่ายโดย FPS shop กันบ้างก็ชื่นใจแล้วครับ (ขอบพระคุณล่วงหน้าที่อุดหนุนกันนะครับ 🙂 )


วิธีการเลือกซื้อหูฟัง

เกริ่นซะยาว! ขอเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า สำหรับวิธีการเลือกหูฟังเล่นเกมสักตัวนั้นไม่ยากครับ !

ก่อนอื่นผมอยากจะให้เริ่มต้นจากกำหนดงบประมาณที่จะซื้อก่อน จากนั้นก็ดูว่ามีหูฟังรุ่นไหนบ้างที่อยู่ในเรตราคาที่เราพอจะซื้อได้ก็ลิสเก็บไว้ ผมแนะนำให้เลือกหูฟังที่รูปทรงและสีสันของหูฟังที่ชอบก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่พอใจรูปร่างหน้าตาของหูฟังก็อย่าเก็บมาเป็นตัวเลือกครับเพราะมันจะไปบั่นทอนสภาพจิตใจของเราทีหลังได้ เดี๋ยวเรื่องเสียงค่อยมาพิจารณากันทีหลังได้…จริงๆนะนี่ไม่ได้ประชดนะเอ้อ

ทีนี้เมื่อเราได้หูฟังที่เราชอบแล้วก็ให้เอาสเป็คของหูฟังแต่ละตัวมาเปรียบเทียบกันได้เลย แต่ช้าก่อน ผ่าม!!! พาม!!!.. ก่อนจะไปดูสเป็คกันผมขอคั่นด้วยข้อสำคัญที่ต้องทราบกันก่อนนิดนึง


ข้อสำคัญที่ต้องทราบก่อนเลือกซื้อหูฟังเล่นเกม

  1. ให้ดูว่าเกมที่เราเล่นนั้นเป็นระบบเสียงแบบไหน (แนะนำคร่าวๆก่อนนะเดี๋ยวว่างๆจะมาขยายความเกี่ยวกับระบบเสียงแบบละเอียดให้อีกที)
    • เกมบนเครื่องคอนโซลเช่น PS4 , Xbox One ถ้าสังเกตกล่องเกมดีๆจะเห็นว่าบางเกมจะมีเครื่องหมายของมาตรฐานเสียงกำกับอยู่บนปกด้านหลังของกล่องเกม เช่น Dolby หรือ DTS ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ สำหรับเครื่องหมายเหล่านี้หมายความว่าได้มีการบันทึกเสียงมาตามมาตรฐานของค่ายเสียงนั้นๆแล้ว
      • คำแนะนำ ควรเลือกซื้อหูฟังที่ผ่านการรับรองโดย Dolby หรือ DTS มาใช้ (สามารถสังเกตโลโก้ Dolby หรือ DTS ในสเป็คบนเว็บไซต์หรือบนกล่องหูฟังได้เลย) และอย่าลืมเข้าไปปรับระบบเสียงใน sound setting ของเกมและในระบบเสียงของเครื่องเล่นของเราให้ตรงกับระบบของหูฟังด้วยนะครับ
    • เกมบน Windows PC ส่วนใหญ่ไม่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการบันทึกเสียง เพราะส่วนใหญ่เสียงในเกมจะถูกประมวลผลด้วย DirectX ซึ่งจะประมวลผลเสียงไปพร้อมกับภาพ คือปกติถ้าเป็นเกมมุมมองแบบ 3 มิติ ประเภทเกมแนว FPS (เกมยิงมุมมองบุคคลที่ 1) และเกมมุมมองบุคคลที่ 3 ส่วนใหญ่ระบบเสียงก็จะเป็นแบบ Surround Sound (เสียงรอบทิศทาง) เกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ส่วนเกมที่เป็นมุมมองประเภท 2 มิติ ก็จะใช้เสียงแบบ Stereo (เสียงแบบแยกซ้าย-ขวา)
      • คำแนะนำ สำหรับ PC Game เนื่องจากการประมวลผลเกี่ยวกับเสียงจะมาจากพื้นฐานการประมวลผลด้วยซอฟแวร์ DirectX ของ Microsoft เหมือนกัน ดังนั้นสามารถใช้หูฟังที่เป็นมาตรฐานของ DTS หรือ Dolby ก็ได้ แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาดขอให้สังเกตด้วยว่าอาจมีบางเกมที่เจาะจงมาตรฐานระบบเสียงเฉพาะซึ่งก็สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ผู้ผลิตเกมหรือดูจากหน้า Title ตอนเปิดเกมขึ้นมาก็ได้ครับ
    • เกมบน Mac OS …เอ่อ…อันนี้ขอข้ามนะครับ 555 (ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ ผมไม่ทราบจริงๆ)
      • คำแนะนำ ถ้าเป็นหูฟังที่เชื่อมต่อแบบ USB ควรดูสเป็คให้แน่ใจว่ารองรับ Mac OS รึเปล่า ส่วนใหญ่ถ้ารองรับ Mac OS ตัวหูฟังนั้นจะมีซอฟแวร์ที่รองรับ Mac OS อยู่ด้วย ตรวจสอบง่ายๆคือดูสเป็คหูฟังตัวนั้นบนเว็บไซต์ผู้ผลิตโดยตรงได้เลย
  2. เลือกวิธีการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ
    1. เลือกหูฟังแบบ ไร้สาย หรือ มีสายดี ?
      • แบบไร้สายข้อดีคือความคล่องตัวสูง ข้อจำกัดคือต้องคอยชาร์จแบตอยู่เสมอและระยะทำการของหูฟังมีจำกัดที่ 10-15 เมตร โดยประมาณ
      • แบบมีสายข้อดีคือไม่ต้องคอยระวังเรื่องแบตเตอรี่หมด ข้อจำกัดคือมันจะระยะของการเชื่อมต่อที่จำกัด ปกติยาวประมาณ 1.2-2.5 เมตร โดยประมาณ ส่วนเรื่องความเกะกะของสายขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานส่วนบุคคล
    2. หูฟังไร้สายต้องดูให้ดีว่าจะใช้กับเครื่องเล่นหรืออุปกรณ์อะไร?
      • ถ้าจะใช้กับ PC ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเพราะค่อนข้างยืดหยุ่นกับการเชื่อมต่อตัว Transmitter (ปัจจุบันที่นิยมก็คือต่อผ่าน USB port สำหรับการรับฟังในระบบเสียงรอบทิศทาง)
      • ถ้าจะใช้งานกับอุปกรณ์ที่รับส่งสัญญาณเฉพาะ Bluetooth เท่านั้นก็ต้องเลือกหูฟังไร้สายแบบ Bluetooth เท่านั้น
    3. หูฟังแบบมีสายมีการเชื่อมต่อหลักอยู่ 2 แบบคือ
      1. Audio Jack 3.5mm เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงที่ใช้กันมานานมากทั้งบนคอมพิวเตอร์และเครื่องเล่นต่างๆ สำหรับหูฟังเล่นเกมแบบ Headset (หูฟังที่มีไมโครโฟนในตัว) จะมีลักษณะหัวต่อแบบ 4-Pole หรือ TRRS (*left,right,ground,mic) ซึ่งการเชื่อมต่อผ่าน Audio Jack 3.5 mm หลักๆจะเป็นการฟังในระบบเสียง Stereo เป็นหลัก
      2. USB port หูฟังรุ่นใหม่ๆที่รองรับระบบเสียงรอบทิศทางส่วนใหญ่หันมาใช้ USB port ในการเชื่อมต่อเกือบทั้งหมดแล้ว เนื่องจากสามารถส่งข้อมูลได้ดีกว่าโดยเฉพาะหูฟังที่รองรับมาตรฐานระบบเสียงของ DTS และ Dolby ส่วนใหญ่ก็จะเป็น USB ทั้งหมด
    4. การเชื่อมต่อผ่าน S/PDIF (Sony/Philips Digital Interface Format) เป็นการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงผ่านสายแบบไม่บีบอัดข้อมูล PCM 2-Channel , บีบอัดข้อมูล 5.1/7.1 สำหรับระบบเสียงรอบทิศทาง และรองรับระบบเสียง DTS และ Dolby เป็นหลัก มีหูฟังอยู่ไม่กี่รุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อแบบนี้นะครับ และมักจะเป็นการต่อผ่านตัว Mix Amp หรือ Transmitter
  3. วิธีการดูว่าหูฟังตัวนั้นสวมใส่สบายรึเปล่า
    1. หูฟังแบบ Full Size (แบบครอบหูทั้งใบ)
      • ให้ดูลักษณะของที่ครอบหูว่ามีการออกแบบให้มีจุดหมุนแบบ 2 แกนเพื่อปรับองศาของที่ครอบหูให้เข้ากับบริเวณศรีษะรอบใบหูหรือไม่
      • ควรจะมีพื้นที่ภายในที่ครอบหูใหญ่เพียงพอหรือสวมใส่แล้วไม่มีส่วนกดทับใบหู ถ้าเป็นคนหูใหญ่หรือหูกางมากๆควรระมัดระวังในการเลือกเป็นพิเศษ
      • ที่ครอบหูควรเป็นวัสดุที่มีความนุ่มและคืนตัวได้ดี แนะนำว่าควรเป็นวัสดุเมมโมรี่โฟม หรือฟองน้ำอย่างดี
      • วัสดุหุ้มที่ครอบหูส่วนใหญ่จะเป็น ผ้ากำมะหยี่ หรือหนังเทียม ปัจจุบันก็มีหูฟังบางแบรนด์ที่เริ่มหันมาใช้ผ้าทอพิเศษที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับพวกชุดกีฬาที่ระบายอากาศได้ดีมาเป็นวัสดุหุ้มที่ครอบหู
    2. หูฟังแบบ On-Ear (แบบแนบทับใบหู) วิธีเลือกคล้ายกับแบบ Full Size เกือบทั้งหมดแต่ด้วยขนาดของ Earcup ของหูฟังแบบนี้มีขนาดเล็กเราจึงหลีกเลี่ยงการกดทับใบหูไม่ได้นะครับ หูฟังแบบนี้จะเหมาะกับคนที่มีใบหูเล็กและมีลักษณะใบหูที่ไม่กางมาก
    3. หูฟังแบบ In-Ear (แบบสอดใส่เข้าไปในหู) ให้ดูวัสดุ ขนาด และการออกแบบตัว Earplug (จุกยางที่เสียบเข้าไปในรูหู) ว่าเหมาะกับหูของเรารึเปล่า วัสดุที่ใช้ควรเป็นซิลิโคนนิ่มอย่างดีไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและมีขนาดพอดีกับรูหู(ปกติมันจะมีตัวจุกยางหลายขนาดให้เปลี่ยน)

สเป็คของหูฟัง

เอาล่ะหลังจากอ่านแบบไหลๆผ่านตากับข้อสำคัญกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูสเป็คหูฟังที่ควรทราบกันบ้างดีกว่า

ข้อมูลตามหัวข้อด้านล่างเหล่านี้คือสเป็คหรือรายละเอียดต่างๆของหูฟังที่ผู้ผลิตมักจะระบุในรายละเอียดของสินค้าให้เราทราบ ซึ่งสามารถหาดูได้ทั้งบนเว็บไซต์หรือที่ระบุไว้บนกล่องผลิตภัณฑ์ ถ้าเป็นหูฟังที่มีมาตรฐานการผลิตที่ดีและได้ผ่านการรับรองมาตรฐานที่น่าเชื่อถือแล้วก็สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการเลือกซื้อหูฟังได้ ทั้งนี้สำหรับผู้ซื้อแล้วควรใช้ดุลพินิจในการเลือกให้ดีด้วยเพราะบางทีอิทธิพลของคำโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ของบางแบรนด์สินค้านั้นมีมากเกินไปจนอาจจะเป็นการโฆษณาเกินจริง สำหรับข้อมูลต่อไปนี้ผมอยากจะนำเสนอเพื่อให้เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลทางด้านเทคนิคเป็นหลัก ซึ่งเป็นการอธิบายเทคโนโลยีของปี 2017 (พ.ศ.2560) ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ใช้ในหูฟังในอนาคตก็เป็นได้

สำหรับสเป็คทั่วไปของหูฟังเล่นเกมจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของหูฟัง(สเป็คของลำโพง) และส่วนของไมโครโฟน ส่วนสเป็คอื่นๆนั้นผมจะขอยังไม่กล่าวถึงในบทความนี้นะครับ แล้วจะยกไปเขียนในบทความถัดๆไปก็แล้วกัน

Headphone Frequency Response : ช่วงความถี่ของเสียงที่หูฟังสามารถทำได้ ปกติจะบอกมาในหน่วย Hz (เฮิรตซ์)

โดยปกติหูคนเราจะฟังเสียงในช่วง Audio Frequency (ความถี่เสียง) ประมาณ 20-20,000 Hz เป็นมาตรฐาน ถ้าเป็นเสียงที่มีความถี่ต่ำหรือสูงกว่านี้หูของคนปกติจะไม่ได้ยิน (กรณีที่ต่ำกว่า 20 Hz จะสัมผัสได้จากการสั่นสะเทือน เป็นลักษณะของการรู้สึกได้ถึงการสั่นมากกว่าจะเป็นการได้ยินนะครับ , กรณีที่สูงกว่า 16000 Hz ปกตินี่ก็ไม่ค่อยได้ยินแล้วนะครับ)

ทั้งนี้ความสามารถในการได้ยินเสียงของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของแต่ละคน เด็กๆอาจจะได้ยินเสียงในคลื่นความถี่สูงๆได้ดี และความสามารถในการได้ยินก็จะค่อยๆลดลงเมื่ออายุสูงขึ้น

สำหรับค่า Headphone Frequency Response นั้นอาจบ่งบอกถึงคาแรกเตอร์เสียงของหูฟังตัวนั้นๆได้บ้าง ตัวอย่างเช่น
– หูฟังที่มีช่วงการตอบสนองที่กว้างมักจะมีคาแรคเตอร์เสียงที่เน้นเสียงกลางเป็นหลักแต่จะได้รายละเอียดเสียงที่ค่อนข้างครบถ้วนโดยเฉพาะเสียงแหลม
– หูฟังที่มีช่วงการตอบสนองที่แคบและระบุสเป็คในย่านความถี่ต่ำเริ่มต้นน้อยกว่า 20 Hz มักจะให้เสียงเบสได้ดี

Headphone Sensitivity : ระดับการตอบสนองความดังของเสียงที่หูฟังนั้นสามารถทำได้ ปกติจะบอกไว้ที่ค่าสูงสุดที่สามารถทำได้ในหน่วย dB (เดซิเบล) ซึ่งส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นค่าที่วัดได้จากระดับความถี่เสียง 1 kHz

ค่าที่แนะนำคือ 100 ±15dB (@ 1 kHz) ผมถือว่าเป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับการเล่นเกม เพราะหูฟังเล่นเกมเราต้องใช้ฟังเป็นเวลานาน และเกมบางประเภทที่จำลองเสียงได้ใกล้เคียงกับของจริงเช่นเกมแนว FPS เราควรได้ยินเสียงยิงปืนที่เหมาะสมก็พอนะครับ การฟังที่ดังเกินไปมันไม่เป็นผลดีต่อหูของเราอย่างแน่นอน

คำเตือน : อย่าเข้าใจว่าค่า sensitivity นี้ยิ่งสูงยิ่งดีนะครับ  ผมขอยกตัวอย่างความอันตรายจากเสียงในระดับความดังต่างๆให้เข้าใจกันก่อน
1. ระดับเสียง 140 dB เป็นระดับเสียงที่เกิดขึ้นจากการยิงปืนของจริง(ไม่ใช่ปืนแก๊ปนะ) ซึ่งถ้าเกิดได้ฟังใกล้ๆด้วยหูเปล่าๆนี่จะเกิดอาการวิ้งๆหูอื้อได้ทันที ถือว่าเป็นระดับการฟังเสียงที่อันตรายต่อมนุษย์ปกติ ดังนั้นจะเห็นว่าในสนามซ้อมยิงปืนผู้ยิงต้องมีเครื่องป้องกันเสียงเช่นที่ครอบหูหรือที่อุดหูใส่ป้องกันด้วย
2. ระดับเสียง 115 dB ขึ้นไป หากฟังต่อเนื่องเกิน 15 นาทีขึ้นไปถือว่าเป็นอันตราย ว่ากันว่าเราสามารถได้ยินความดังระดับนี้ได้ในงานคอนเสิร์ตชาวร๊อคนะครับ (แต่ในคอนเสิร์ตจริงๆมันไม่ได้ดังต่อเนื่องยาวขนาดนั้น)
3. ระดับเสียง 100 dB ขึ้นไป เช่นเสียงในโรงงานที่มีเครื่องจักรกลหนัก หากฟังเสียงในระดับนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเกิน 2 ชั่วโมงโดยไม่มีเครื่องป้องกันเสียงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อประสาทการได้ยิน อาจสูญเสียการได้ยินได้เลยนะครับ
4. ระดับเสียง 95 dB สำหรับสายแว๊นน่าจะรู้ว่ากฎหมายกำหนดให้เสียงท่อรถดังได้ไม่เกิน 95 dB ซึ่งเป็นระดับเสียงที่อันตรายต่อหูตัวเองและชาวบ้านหากได้ยินต่อเนื่องเกิน 4 ชั่วโมง (จริงๆนานเกิน 30 นาทีผมก็ว่าหนวกหูและสร้างความน่ารำคาญได้แล้วนะครับ)

Headphone Impedance : ค่าความต้านทานทางไฟฟ้าของชิ้นส่วนและวงจรภายในหูฟัง มีหน่วยเป็น Ω หรือ Ohm (โอห์ม)

ค่า Impedance ตามปกติถ้าเป็นหูฟังที่ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นเกมคอนโซล ค่าปกติจะอยู่ที่ประมาณ 32 Ohm  ถือเป็นระดับที่สะดวกในการใช้งานเพราะใช้พลังงานในการขับเสียงต่ำ

สำหรับหูฟังที่มีค่า Impedance สูงๆ อาจะมีการออกแบบมาเผื่อให้ใช้ mix amp ช่วยในการขับเสียงเพิ่มเติม แต่ถ้าค่า Impedance ไม่สูงมากอยู่ในช่วง 50 -70 Ohm ก็ยังสามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นต่างๆได้เพียงแต่อาจจะต้องปรับ Volume เสียงให้สูงขึ้นกว่าปกติ

Driver : ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกลำโพงที่อยู่ภายในหูฟัง มีหน่วยเป็นความยาว mm (มิลลิเมตร) และอาจมีการบอกสเป็คของชนิดแม่เหล็กที่ใช้ทำดอกลำโพงด้วย

ขนาดของ Driver หูฟังเล่นเกมส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 40-50 mm นะครับ ถือเป็นขนาดมาตรฐานที่นิยมใช้กัน ถ้าเป็นหูฟังแบบครอบหูขนาด Full Size ส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 50 mm เกือบทั้งหมด

ชนิดของแม่เหล็กที่นิยมคือ Neodymium (นีโอไดเมียม) ซึ่งเป็นแม่เหล็กคุณภาพสูงที่เหมาะกับการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของลำโพงต่างๆเนื่องจากมีค่าความไวในการตอบสนองสูง


Microphone Frequency Response : ช่วงความถี่ของเสียงที่ไมโครโฟนจะตอบสนองได้มีหน่วยเป็น Hz

ความถี่เสียงที่มนุษย์สามารถเปล่งได้ (พูดและร้อง)
– ความถี่เสียงของผู้หญิง female จะมีค่าอยู่ระหว่าง 350-17,000 Hz
– ความถี่เสียงของผู้ชาย male จะมีค่าอยู่ระหว่าง 100-8,000 Hz

ถ้ากรณีที่สเป็คของไมโครโฟนในหูฟังเล่นเกมที่มีช่วงความถี่แคบเช่น  100-6,500 Hz ก็จะรองรับเสียงทุ้มได้ครอบคลุม แต่รองรับเสียงสูงได้น้อย เสียงที่ได้จากไมโครโฟนอาจมีความเพี้ยนในย่านความถี่เสียงสูงเยอะ (หรืออาจไม่ตอบสนองในย่านความถี่เสียงสูงๆเลย)

Microphone Pattern : รูปแบบการรับเสียงของไมโครโฟน(รูปแบบขั้วการรับเสียง)

– รูปแบบ Unidirectional เป็นแบบรับเสียงด้านเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นไมโครโฟนพื้นฐานทั่วไปที่มีช่วงการตอบสนองต่อความถี่แคบ
– รูปแบบ Bidirectional เป็นแบบรับเสียง 2 ด้าน ไมโครโฟนจะมีช่วงการตอบสนองความถี่ค่อนข้างกว้าง และมักจะมาพร้อมกับระบบการตัดเสียงรบกวนโดยการประมวณผลจากการรับเสียงพูดกับเสียงจากสภาพแวดล้อมภายนอกในทิศทางเสียงตรงข้ามกัน

Microphone Sensitivity : ระดับความไวในการตอบสนองต่อเสียงเมื่อเทียบกับพลังงานที่ใช้ของไมโครโฟน ปกติค่าที่ออกมาจะเป็น – (ลบ) มีหน่วยเป็น dBV/PA หรืออาจถูกเขียนอยู่ในรูปย่อว่า dBV เฉยๆ (หรือถ้ามักง่ายหน่อยก็ dB เฉยๆเลยก็มี)

ตัวอย่างไมโครโฟนที่มีค่าลบมากกว่าจะมีคุณภาพดีกว่า เช่น -48 dBV จะดีกว่า -38 dBV แต่ต้องดูว่าเป็นการวัดเทียบค่าในช่วงความถี่เสียงเดียวกันรึเปล่าด้วย

Microphone Noise Cancellation : ระบบตัดเสียงรบกวน

ถ้าอยู่ในสถานที่ๆมีเสียงรบกวนเยอะการมีระบบตัดเสียงรบกวนจะช่วยให้การสนทนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ปลายทางจะได้รับฟังเฉพาะเสียงพูดของเรา


บทสรุป

สำหรับบทความนี้อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นนะครับว่าเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มือใหม่ควรทราบ อาจจะยาวไปหน่อยแต่ผมก็พยายามจะรวบรัดให้ครบถ้วนเท่าที่จะเป็นไปได้ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อหูฟังกันนะครับ และถ้าหากสนใจซื้อหูฟังเล่นเกมก็อย่าลืมอุดหนุนสินค้าจาก FPS shop กันด้วยนะครับ

ทั้งนี้สำหรับข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆผมขอยกไปนำเสนอในบทความต่อๆไปนะครับ สามารถติดตามกันได้ที่นี่และช่องทางต่างๆของ FPS shop ครับ

ปล. ถ้าตรงไหนอ่านแล้วงงๆหรือถ้าเห็นผมผิดตรงไหนก็แย้งได้นะครับ ถ้ามีข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจนถูกต้องมายืนยันผมยินดีแก้ไขเพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านอยู่แล้วครับ


FPS shop ขอสงวนสิทธิ์ในบทความทั้งหมดที่แสดงอยู่บนเว็บไซต์ คุณสามารถกดปุ่มแชร์บนหน้านี้เพื่อแชร์บทความนี้ออกไปได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต แชร์วนไปได้ตามสะดวก

ตัวอย่างหูฟังระบบเสียง DTS

Share this post

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.